SE-Asia


วันนี้ยังหามุขอัพไม่ค่อยได้ เลยเอาบทความเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ผมแปลจาก Wikipedia นานแล้วมาแปะ ตอนทำแรกๆว่าจะทำเป็นซีรี่ส์ "พระราชวังแดนอุษาคเนย์" ล่ะ แต่เจอของพระราชวังของพม่าเข้าถึงกับเบรกดังเอี๊ยด (ข้อมูลเยอะมาก) ตอนนี้เลยเสร็จไปแค่พระราชวังของลาวกับกัมพูชาครับ ที่จริงเรื่องพระราชวังของไทยก็มี เพียงแต่ผมไม่ได้แปลเองเหมือนสองบทความแรก และเป็นการรวบรวมข้อมูลกับภาพจากแหล่งต่างๆ ผมจึงคิดว่าคงยังไม่เอาลงบลอกน่ะครับ (แต่ถ้ามีใครอยากอ่าน ผมก็อาจเอามาลงนะ)



พระราชวังหลวง (พระราชวังเขมรินทร์) กรุงพนมเปญ กัมพูชา




พระที่นั่งจันทฉายา ยามค่ำคืน (ที่มา: Wikipedia)


พระราชวังหลวง กรุงพนมเปญ กัมพูชา เป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่ประทับของราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ชื่อเต็มในภาษากัมพูชา คือ “เปรี๊ยะบรมเรียเชียแวงจักตุมุก” (พระบรมราชวังจตุมุข) กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงประทับที่นี่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2409 ในช่วงที่กลุ่มเขมรแดงขึ้นครองอำนาจ พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง

พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น เมื่อสมเด็จพระนโรดม กษัตริย์กัมพูชาทรงย้ายเมืองหลวงจากอุดงมีชัย (Oudong) มายังพนมเปญในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 19 พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของลำน้ำสาขา 4 สายของแม่น้ำโขง เรียก “จตุมุข” และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก


แผนภาพจตุมุข (บริเวณที่สายน้ำ 4 สายบรรจบกัน) หน้าพระราชวังหลวง กรุงพนมเปญ
(Credit: อาคม@oknation.net)



แผนที่กรุงพนมเปญคร่าวๆ แสดงที่ตั้งพระราชวังหลวง และวัดพระแก้ว (Royal Palace & Silver Pagoda)
(Credit แผนที่: Lonelyplanet)


หน้าพระราชวังหลวง มีถนนทอดยาวมุ่งสู่พระราชวัง ซึ่งคนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก
(Credit: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)


เด็กๆเล่นน้ำคลายร้อนริมฝั่งน้ำ หลังพระราชวัง
(Credit: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)



พระราชวังหลวงยามบ่าย ที่เริ่มดูมีชีวิตชีวาด้วยเด็กๆที่เลิกเรียนแล้วเดินผ่านหน้าพระราชวังกลับบ้าน
(Credit: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)



ประตูพระราชวังเขมรินทร์ ถ่ายจากด้านในพระราชวัง
(Credit : gotoknow.org/blog/the-wanderer/68061)

ประวัติ

แต่เดิมนั้น ศูนย์กลางอำนาจของกัมพูชาอยู่บริเวณเมืองพระนคร (นครวัด-นครธม) ทางตอนเหนือของตองเลสาบ (ทะเลสาบเขมร) ตั้งแต่ พ.ศ.1345 จนถึงราวสมัยอยุธยาตอนต้น จากนั้นกัมพูชาได้ย้ายเมืองหลวงจากพระนครมายังพนมเปญ ในช่วงแรกที่ตั้งพนมเปญเป็นเมืองหลวง ให้ชื่อว่า “กรุงจตุมุขเสรยมงคล” ใน พ.ศ. 1977 โดยเป็นเมืองหลวงได้ช่วงหนึ่ง จึงย้ายเมืองหลวงไปยังบาสาณ (Basan) ละแวก (Lovek) และอุดงมีชัย (Oudong) ตามลำดับ ใน พ.ศ.2356 พระองค์จัน (นักองจัน) ได้สร้างป้อมบันทายคีพ (ป้อมผลึก) บริเวณพระราชวังหลวงในปัจจุบัน ป้อมบันทายคีพถูกกองทัพสยามทำลายพร้อมกับพนมเปญ ใน พ.ศ.2377 จนกระทั่งเมื่อกัมพูชากลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2406 จึงได้มีการย้ายเมืองหลวงจากอุดงมีชัยกลับมายังพนมเปญ และสร้างพระราชวังหลวงขึ้นในช่วงเวลานี้

ในช่วงเวลาที่สมเด็จพระนโรดม ทรงทำสนธิสัญญาให้กัมพูชาอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศส พ.ศ. 2406 เมืองหลวงของกัมพูชา คือ เมืองอุดงมีชัย อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพนมเปญราว 45 กิโลเมตร ช่วงต้นปีนี้ พระราชวังชั่วคราวที่สร้างจากไม้ได้สร้างขึ้นที่ทางเหนือของพนมเปญ ส่วนพระราชวังหลวงในช่วงแรกที่สร้างขึ้นออกแบบโดยสถาปนิกชาวเขมร และก่อสร้างโดยฝรั่งเศสแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2409 สมเด็จพระนโรดมจึงทรงย้ายราชสำนักจากอุดงมีชัย มายังพระราชวังหลวงแห่งใหม่ที่พนมเปญ ในเวลาต่อมา ได้มีการก่อสร้างหรือรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆเพิ่มเติมในพระราชวังนี้ รวมถึงพระที่นั่งจันทฉายา และพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย (ท้องพระโรง) องค์เดิม กำแพงพระราชวังถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2416 สิ่งก่อสร้างต่างๆที่สร้างในช่วงนี้ มีสถาปัตยกรรมแบบเขมรเป็นหลัก และได้รับอิทธิพลจากยุโรป (ความคิดผมนะ สถาปัตยกรรมเขมรช่วงนี้ก็ได้รับอิทธิพลจากสยามมาบ้างเช่นกัน) หนึ่งในอาคารที่เป็นเอกลักษณ์และยังอยู่มาถึงปัจจุบัน คือ พลับพลานโปเลียน ซึ่งเป็นของขวัญจากฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2419

สมเด็จพระศรีสุวัตถื์ โปรดฯให้สร้างอาคารสำคัญบางแห่งในพระราชวังหลวงปัจจุบัน ได้แก่ ศาลาโพคณี ใน พ.ศ.2450 ช่วง พ.ศ. 2456-2462 ได้มีการรื้อถอนอาคารเก่า ปรับปรุงและขยายพระที่นั่งจันทฉายา กับพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย อาคารที่ก่อสร้างหรือปรับปรุงในสมัยนี้ ได้มีการนำสถาปัตยกรรมเขมรสมัยนครวัดมาประยุกต์ด้วย ในรัชสมัยสมเด็จพระมณีวงศ์ ได้มีการสร้างวัดหลวง และปรับปรุงพระราชวังหลวงเดิมให้เป็นพระราชวังเขมรินทร์ (พ.ศ.2474) ซึ่งเป็นพระราชวังหลวงในปัจจุบัน อาคารที่ก่อสร้างในสมัยหลังๆ ได้แก่ บ้านพักรับรองอาคันตุกะต่างชาติ และตำหนักจันทร์ซึ่งเป็นสำนักพระราชวังของราชสำนักกัมพูชา


สิ่งก่อสร้างต่างๆ และพื้นที่พระราชวัง

พระราชวังหลวงแห่งนี้ เป็นตัวอย่างแสดงลักษณะสถาปัตยกรรมของกัมพูชาแห่งหนึ่ง เช่น พระที่นั่งต่างๆ วัดพระแก้วมรกต สถูปเจดีย์ เป็นต้น พระราชวังแห่งนี้มีขนาด 402x435 เมตร ประกอบด้วยส่วนต่างๆ 3 ส่วน ส่วนที่อยู่ทางเหนือ คือ วัดพระแก้ว ส่วนที่อยู่ทางตะวันตก คือ พระราชวังเขมรินทร์ และส่วนที่อยู่ตรงกลางเป็นที่ตั้งของท้องพระโรง

ท้องพระโรง



ท้องพระโรง (พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย)
(ที่มาของรูป : gul791@sxc.hu)

ท้องพระโรงแห่ง นี้ มีอีกชื่อหนึ่งคือ “พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย” เป็นสถานที่ที่กษัตริย์กัมพูชา แม่ทัพ เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ หรือขุนนางข้าราชบริพารมาปรึกษาการบริหารแผ่นดิน และออกว่าราชการ ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ ใช้สำหรับงานพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธีขึ้นครองราชย์ หรือพระราชพิธีอภิเษกสมรส รวมไปถึงใช้เป็นสถานที่รับแขกบ้านแขกเมืองด้วย พระที่นั่งแห่งนี้มีผังเป็นรูปกากบาทและมียอดปราสาท 3 ยอด ยอดปราสาทตรงกลางสูงราว 59 เมตร ประดับด้วยพรหมพักตร์ 4 หน้า ภายในท้องพระโรง เป็นที่ตั้งของพระราชบัลลังก์และรูปปั้นของกษัตริย์กัมพูชาในอดีต ท้องพระโรงแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกท้องพระโรงสร้างด้วยไม้ ใน พ.ศ. 2412-2413 รัชสมัยสมเด็จพระนโรดม แล้วถูกรื้อถอนใน พ.ศ.2458 ท้องพระโรงองค์ปัจจุบันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2460 แล้วเริ่มใช้เมื่อ พ.ศ.2462 ท้องพระโรงมีขนาด 30x60 เมตร โดยมียอดสูง 59 เมตร ท้องพระโรงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆใน พระราชวัง

พระราชวังเขมรินทร์

“พระราชวังเขมรินทร์” เป็นคำที่ใช้เรียกถึง ปราสาทเขมรินทร์ แปลว่า “ปราสาทของพระอินทร์” หรืออีกความหมายหนึ่งคือ “พระราชวังของกษัตริย์กัมพูชา” ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์กัมพูชา สถานที่แห่งนี้แยกจากสถานที่อื่นๆของพระราชวังด้วยกำแพง และตั้งอยู่ใกล้ๆกับท้องพระโรง อาคารหลักของปราสาทเขมรินทร์ นี้มียอดเป็นพระปรางค์ยอดเดียว

พระที่นั่งจันทฉายา


พระที่นั่งจันทฉายา
(Credit: ozzieadria@flickr.com)

พระที่นั่งจันทฉายา มีรูปแบบเป็นศาลาโถง ใช้เป็นสถานที่แสดงนาฏศิลป์เขมรโบราณ ในพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ หรือพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ และเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของพระราชวังหลวงแห่งนี้ เพราะอยู่ตรงบริเวณกำแพงพระราชวัง สามารถเห็นได้จากภายนอกพระราชวังได้โดยง่าย พระที่นั่งจันทฉายามีมุขระเบียงยื่นออกไปสำหรับชมพิธีสวนสนาม พระที่นั่งจันทฉายาองค์ปัจจุบัน เป็นพระที่นั่งที่ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรก สร้างในปี 2456 – 2457 ในรัชสมัยสมเด็จพระศรีสุวัตถิ์ เพื่อแทนศาลาไม้หลังเก่าที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนโรดม พระที่นั่งองค์ปัจจุบันมีรูปแบบเดียวกันกับพระที่นั่งองค์แรกๆนี้


อาคารหลังสีขาวที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ทรงมอบเป็นของขวัญให้กัมพูชา
(Credit : Wikipedia)

ส่วนอาคารสิ่งก่อสร้างอื่นๆในพระราชวังหลวง ได้แก่ อาคารสไตล์ฝรั่งเศส ที่เป็นของขวัญจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ห้องทรงเสวย และโรงมหรสพหลวง นอกจากนี้ยังมีสวนสำหรับปลูกไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นด้วย


รูปปั้นเทพพนมประดับสวน ภายในพระราชวังหลวง กรุงพนมเปญ
(ที่มา : gul791@sxc.hu)

พระราชวังหลวงในปัจจุบัน

อาคารบางแห่งในพระราชวังหลวงได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือถูกรื้อถอนไปบ้าง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมพระราชวังหลวงได้ในส่วนของวัดพระแก้ว และบริเวณท้องพระโรง ยกเว้นพระราชวังเขมรินทร์ เนื่องจากเป็นเขตพระราชฐาน อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบัน

วัดพระแก้ว (Silver Pagoda หรือ Wat Preah Keo)


วัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ กัมพูชา
(Credit รูป : Wikipedia)

วัดพระแก้ว อยู่ในพระราชวังหลวง กรุงพนมเปญ โดยอยู่ทางเหนือของพระราชวัง เป็นวัดหลวงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา มีชื่อทางการว่า “พระวิหารพระแก้วมรกต” (Preah Vihear Preah Keo Morakot) แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า “วัดพระแก้ว”

ในวัดพระแก้วนี้มีมรดกสำคัญของ กัมพูชา เช่น พระพุทธรูปทองคำและอัญมณี โดยเฉพาะพระพุทธรูปขนาดเล็ก สลักจากผลึกแก้วเนื้อละเอียด สร้างในคริสตศตวรรษที่ 17 (“พระแก้วมรกต” แห่งกัมพูชา) และพระพุทธรูปขนาดใกล้เคียงมนุษย์ “พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า” ที่หุ้มประดับด้วยเพชร 9,584 เม็ด ซึ่งมาจากเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของสมเด็จพระศรีสุวัตถิ์ นอกจากนี้ ยังมี พระเจดีย์เงินที่ฝังกระเบื้องเงิน 5,000 ชิ้น และหินอ่อนจากอิตาลี


สถูปบรรจุพระอัฐิสมเด็จพระนโรดมสุรามฤต
(Credit: Neil Rickards)


ภายในพระอุโบสถวัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ
(ที่มา: Wikipedia)




มุมมองด้านหน้าของวัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ
(ที่มา : gul791@sxc.hu)



จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ วัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ
(ที่มา : www.tripadvisor.com)


พระบรมราชานุเสาวรีย์ สมเด็จพระนโรดม ในซุ้มมณฑป (รูปปั้นเล็กๆสีดำในท่านั่ง)
(ที่มา: www.tripadvisor.coml)


รูปแบบคันทวยรองรับชายคา ของกัมพูชา มักเป็นรูปเทพแบก
(ที่มา: Wikipedia)

Credit เนื้อหา : Wikipedia
ผู้แปล : หนุ่มแดจอน@exteen.com