เนื่องจากช่วงต้นเดือนที่แล้ว หนุ่มแทจอนมีงานเขียนเรียงความ ในวิชาบรรยากาศเบื้องต้น (ของภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่) ซึ่งผมสนใจในหัวข้อนี้พอดี งานนี้ก็เป็นงาน "ปลายเปิด" คือเปิดกว้างทางความคิด และผมเห็นว่าเรียงความนี้น่าจะจุดประกายความคิดให้ผู้ที่สนใจเรื่องลมฟ้าอากาศได้ เลยเอามาลงที่ที่ซุกหัวหลังนี้ครับ


หมายเหตุกันก่อน
เรียงความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลประกอบต่างๆ และแทรกความคิดเห็นส่วนตัวของหนุ่มแทจอน จึงไม่แนะนำให้อ้างอิงเรียงความนี้ครับ


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



อิทธิพลของอากาศต่อศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และบุคคล (ตอนแรก)



“อากาศ” นอกจากเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นแล้ว อากาศยังอยู่รอบตัวและใกล้ชิดกับมนุษย์ด้วย ดังนั้น ปรากฏการณ์หรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง “ลมฟ้าอากาศ” (Weather - สภาพอากาศในขณะใดขณะหนึ่ง เช่น ความเร็วและทิศทางลมในขณะนี้) หรือ “ภูมิอากาศ” (Climate - สภาพอากาศที่ประเมินจากการเก็บข้อมูลเป็นเชิงสถิติต่อเนื่องกันในเวลาหลายปี ในแต่ละพื้นที่ เช่น ข้อมูลอุณหภูมิแต่ละเดือนของเมืองเชียงใหม่ ในรอบ 10 ปี) ก็ส่งผลต่อมนุษย์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



โดยอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ศิลปะวัฒนธรรม ดนตรี ความเชื่อ แม้กระทั่งเป็นปัจจัยพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้



ในชีวิตประจำวัน ลมฟ้าอากาศเป็นหนึ่งในตัวช่วยตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น หากเช้าวันนี้เห็นว่าแดดออก ท้องฟ้าแจ่มใส เลยวางแผนไว้ว่าจะซักผ้าตอนเที่ยงหรือตอนบ่าย แต่เมื่อถึงตอนนั้นกลับมีพายุฝนฟ้าคะนองเข้ามา ก็ทำให้ต้องเลื่อนแผนมาซักผ้าตอนเช้าวันถัดไปแทน



การที่ลมฟ้าอากาศมีผลกับชีวิตประจำวัน ส่งผลให้มนุษย์คิดประดิษฐ์สิ่งของต่างๆเพื่อรับมือกับลมฟ้าอากาศ เช่น “ร่ม” ที่จากเดิมชาวเมโสโปเตเมียคิดค้นขึ้นเพื่อกันแดด (เพราะฝนแทบไม่ตกเลยในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้)



ต่อมาการใช้ร่มได้เผยแพร่สู่อียิปต์ และส่งต่อไปยังโรมัน ซึ่งสตรีชาวโรมันเป็นผู้ริเริ่มการทำน้ำมันลงบนร่มเพื่อให้กันน้ำกันฝนได้ (เพราะแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีปริมาณฝนตกมากกว่าอียิปต์หรือเมโสโปเตเมีย) ร่มถูกมองว่าเป็นเครื่องใช้ของสตรีจนกระทั่งในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 18



อากาศที่แปรปรวนของอังกฤษทำให้มีการเปลี่ยนค่านิยมให้นักธุรกิจชาวอังกฤษมักพกร่มคู่กาย นอกจากหมวกโบว์เลอร์ (หมวกทรงกลมสีดำมีขอบโค้ง) โดยเฉพาะในกรุงลอนดอน (อาจเพราะการลงทุนซื้อร่มคันเดียวประหยัดกว่าการเรียกรถม้าทุกครั้งเมื่อฝนตก)



แฟชั่นของบุรุษอังกฤษในสมัยก่อนที่นิยมติดร่มกับหมวกโบว์เลอร์
(ที่มาของรูป: tweedlandthegentlemansclub.blogspot.com)



อิทธิพลของภูมิอากาศยังแฝงมาในชุดแต่งกายประจำชาติด้วย การแต่งกายในสมัยก่อนของผู้คนในประเทศเขตร้อนจะใช้ผ้าน้อยชิ้นหรือบางกว่าการแต่งกายของผู้คนเขตหนาวอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น ชุดไทยสไบเฉียงแบบของสตรีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คงไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บของอากาศที่ฟินแลนด์ ขณะที่หมวกขนสัตว์ก็เพิ่มความร้อนจากอากาศของเมืองไทยซึ่งร้อนมากอยู่แล้ว




การแต่งกายของชาวบ้านสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
(ที่มาของรูป: สาขาวิชาบ้านและชุมชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)



ชุดประจำชาติฟินแลนด์
(Credit: finnishheritagemuseum.org)



ตั้งแต่มนุษย์เริ่มปรากฏขึ้นมาบนโลก “ที่อยู่อาศัย” ก็เป็นหนึ่งในสี่ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานตามมาด้วย ลมฟ้าอากาศส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตรงที่เป็นตัวช่วยกำหนดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ หากเป็นเขตที่อากาศหนาวเย็น จนไม่สามารถทำการเกษตรได้ หรือเขตทะเลทราย อากาศพื้นที่นี้ที่แทบไม่มีฝนตกเลย ทำให้พื้นที่ดังกล่าวแห้งแล้ง จนทำการเกตรไม่ได้เช่นกัน ทั้งสองเขตนี้จึงไม่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน



ส่วนเขตร้อนชื้นอย่างเมืองไทย ถึงแม้อากาศร้อนและฝนตกชุกจนทำให้พื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์ ทำการเกษตรได้ดี แต่ก็ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน จนส่งผลให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่อยู่หลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ (ตัวอย่างเช่น กาฬโรค) และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองไทยมีประชากรน้อยเมื่อเทียบกับประเทศในเขตอบอุ่น จนกระทั่งหลังยุคจักรวรรดินิยม ประชากรไทยจึงเริ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะมีระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น

(ลองเปรียบเทียบข้อมูลประชากรไทยใน ปี ค.ศ. 1861 และปี ค.ศ.2000 (Link) เทียบกับอิตาลี (Link) แต่ข้อมูลประมาณการประชากรในอดีตของเวบนี้ใกล้เคียงความจริงจนถึงปี 2000 หลังจากนี้มี Error แล้ว)



ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของอิทธิพลของลมฟ้าอากาศต่อการตั้งถิ่นฐาน ได้แก่ การล่มสลายของอาณานิคมของชาวไวกิ้งที่เกาะกรีนแลนด์ ถึงแม้บริเวณอาณานิคมบนกรีนแลนด์จะอยู่ทางใต้มากกว่าเกาะไอซ์แลนด์ แต่กรีนแลนด์กลับหนาวเย็นกว่า เนื่องจากไอซ์แลนด์อยู่ใกล้กระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Current) มากกว่า


จนเมื่อเกิด “ยุคน้ำแข็งน้อย” (Little Ice Age) ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 14 ที่อากาศในยุโรปเกิดความหนาวเย็นมากผิดปกติ อากาศที่กรีนแลนด์ก็หนาวลงตามไปด้วย ทำให้สัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารของชาวอาณานิคม พากันอพยพลงใต้ การทำไร่นาที่แต่เดิมก็ทำได้เป็นช่วงสั้นๆ ก็ถึงกับไม่สามารถทำการเกษตรได้เลย น้ำแข็งที่ลอยมาจากทางเหนือบ่อยขึ้นทำให้การติดต่อระหว่างอาณานิคมกรีนแลนด์กับฝั่งยุโรปลำบากขึ้น จนกระทั่งอาณานิคมชาวไวกิ้งล่มสลายไปในคริสตศตวรรษที่ 15



แผนที่แสดงตำแหน่งของเกาะกรีนแลนด์ และไอซ์แลนด์ ซึ่งเห็นได้ว่าไอซ์แลนด์ได้รับกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือ (ลูกศรสีแดง)
(Credit: ACIA)



ในสมัยก่อนที่มนุษย์ยังไม่ได้นำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอธิบายลมฟ้าอากาศ ก็สร้างแนวคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าเพื่อมาอธิบายปรากฏความเปลี่ยนแปลงทางลมฟ้าอากาศที่เกิดขึ้น ไมว่าจะเป็นในวัฒนธรรมทั้งตะวันออกหรือตะวันตก เช่น ในความเชื่อของญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เชื่อว่า “การาสุเทนกุ” (天狗) ที่เป็นเทพคล้ายมนุษย์นก คอยเรียกพายุพัดเข้าโจมตีผู้คนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหมู่เกาะญี่ปุ่นเองก็มีพายุถล่มเสมอๆเช่นกัน



การาสุเทนกุ ตามความเชื่อของญี่ปุ่น
(วาดโดยคาวานาเบะ เคียวไซ ศิลปินชาวญี่ปุ่น)


หรือ “สตรีหิมะ” (雪女) ที่ทางญี่ปุ่นถือว่าเป็นภูตหิมะ หรือจิตวิญญาณแห่งฤดูหนาว คอยปรากฏตัวบนภูเขาในคืนที่เกิดพายุหิมะ และหลอกล่อผู้ชายให้ไปสู่ความตายด้วยความหนาวเหน็บ ซึ่งเรื่องเล่าของสตรีหิมะนี้มักพบในทางเหนือของญี่ปุ่นมากกว่าท้องที่อื่น อาจเพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น และมีหิมะปกคลุมเป็นเวลานาน



สตรีหิมะ ตามความเชื่อของญี่ปุ่น
(วาดโดยโทริยามะ เซคิเอ็น ศิลปินชาวญี่ปุ่น)



ขณะที่ความเชื่อทางฝั่งจีน อินเดีย ไทย ก็อธิบายถึงปรากฏการณ์ฟ้าแล่บฟ้าร้องขณะเกิดพายุฟ้าคะนอง โดยความเชื่อทางฝั่งอินเดียและไทยกล่าวว่าเกิดจากมียักษ์ตนหนึ่งชื่อ “รามสูร” ที่ไล่จับนางมณีเมขลา อันเป็นเทพธิดาผู้รักษาน่านน้ำ  นางมณีเมขลาใช้ดวงแก้วประจำตัวล่อรามสูรจนเกิดแสงวาบขึ้นมาเป็นฟ้าแล่บ รามสูรก็ขว้างขวานเพชรเข้าใส่เกิดเป็นเสียงฟ้าร้อง




นางมณีเมขลาและรามสูร



ส่วนความเชื่อฝั่งจีน เรียกรามสูรว่า “ลุ่ยกง” แต่ลุ่ยกงจะตีกลองจนเกิดเสียงฟ้าร้อง ทำให้เกิดฟ้าผ่าเพื่อลงโทษคนชั่ว ส่วนฟ้าแล่บเกิดจากนางหยก หรือ “เง็กนิ้ง” นำกระจกเงามาคอยฉาย และโบกธงเพื่อให้ลุ่ยกงรู้ตัวคนชั่วอันเป็นเป้าหมายที่จะลงโทษ ขณะที่ความเชื่อทางฝั่งสแกนดิเนเวีย เชื่อว่า “ธอร์” เทพเจ้าแห่งสายฟ้าสามารถควบคุมลมหรือพายุให้เป็นไปตามต้องการ เมื่อธอร์ขว้างค้อนคู่ใจเข้าใส่ศัตรูก็จะทำให้เกิดฟ้าผ่าขึ้นมา ความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าแห่งลมฟ้าอากาศในวัฒนธรรมต่างๆ เมื่อเกิดขึ้นก็ถูกนำมาผูกเรื่องจนเป็นเทพนิยายและวรรณกรรมในแต่ละวัฒนธรรมขึ้นมา



ภาพวาดเทพเจ้าธอร์ ของสแกนดิเนเวียโบราณ โดย Mårten_Eskil_Winge ศิลปินชาวสวีดิช ในปี ค.ศ.1872



เนื่องจากลมฟ้าอากาศมีความสำคัญต่อการเกษตร การตั้งถิ่นฐาน และทำให้เกิดความเชื่อ จึงส่งผลให้เกิดประเพณีต่างๆตามมา ตัวอย่างใกล้ตัวที่ชัดเจน ได้แก่ ประเพณีการขอฝนของชาวอีสาน ที่มีตั้งแต่บุญบั้งไฟ เพื่อขอให้ฝนตกและบูชา “พญาแถน” ซึ่งเป็นเทพที่ทำให้เกิดฝนตกตามตำนานพื้นบ้านของคนอีสาน 



ขบวนแห่บั้งไฟ ในงานบุญบั้งไฟที่จังหวัดยโสธร
(Credit: User:Markalexander100@wikipedia.com)


บางท้องที่ที่ไม่ได้ยิงบั้งไฟก็จะมีประเพณีแห่นางแมวแทน เพราะถือว่าแมวเป็นสัตว์เก้าชีวิต เสียงร้องของแมวจึงเป็นดั่งเสียงบอกสวรรค์ว่าผู้คนบนโลกมนุษย์เดือดร้อน  และขอให้เทวดาเสกให้เกิดฝนตกลงมายังแผ่นดิน หากแห่นางแมวหรือยิงบั้งไฟแล้วฝนก็ยังไม่ตก ก็จะทำการแห่งช้างแห่ม้า เรียกว่า “แห่ช้างปัจจัยนาเคนทร์” ที่ได้ชื่อช้างปัจจัยนาเคนทร์ ตามวรรณกรรมเรื่องเวสสันดรชาดก ที่ช้างปัจจัยนาเคนทร์นี้อยู่ที่ไหน ที่นั่นก็จะอุดมสมบูรณ์



ภาพวาดแสดงประเพณีแห่นางแมว




(มีต่อตอนจบเอนทรี่หน้าครับ)


-------------------------------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูลประกอบ

- http://en.wikipedia.org/wiki/Umbrella
- http://th.wikipedia.org/wiki/การขอฝน
- http://th.wikipedia.org/wiki/การาสุเทนกุ
- http://th.wikipedia.org/wiki/สตรีหิมะ
- http://www.thaifolk.com/doc/mekkala.htm
- http://en.wikipedia.org/wiki/Thor
- หนังสือ “ลมฟ้าอากาศ พลิกประวัติศาสตร์โลก” เขียนโดย ลอร่า ลี, สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก










 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้ ความเข้าใจ มากเลยค่ะ ความแตกต่างของคนในแต่ละพื้นที่ smile

#3 By ครูแอน on 2016-10-23 12:27